• การตัดสินใจในการรักษา

  • ผู้ป่วยรายหนึ่ง เป็นชายอายุ 81 ปี ไปพบแพทย์ แล้วทราบว่าป่วยเป็นมะเร็งปอด กลับถึงบ้านไม่ยอมรักษาตัว เพราะเห็นว่าอย่างไรก็ตาย            

            ผู้ป่วยรายที่สอง เป็นเด็กหญิงอายุ 13 ปี ป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว บิดามารดาไม่ยินยอมให้แพทย์ทำการผ่าตัดเปลี่ยนไขกระดูก แต่ยอมให้ใช้เคมีบำบัด

            ผู้ป่วยรายที่สาม เป็นหญิงอายุ 76 ปี พอทราบว่าตนเองเป็นมะเร็งรังไข่ ก็เกิดอาการช็อก ซึมเศร้า ไม่ยอมรับการรักษา                     

            ผู้ป่วยรายที่สี่ เป็นชายอายุ 55 ปี ได้รับการรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันเป็นประจำ ด้วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ต่อมาทราบว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก กลับเปลี่ยนไปรับการรักษาทางไสยศาสตร์ ตามคำแนะนำของเพื่อน

            ผู้ป่วยรายที่ห้า เป็นหญิงอายุ 35 ปี มีมะเร็งเต้านม ได้รับการผ่าตัด แต่ไม่สามารถรับการรักษาต่อด้วยยาเคมีบำบัด เนื่องจากมีปัญหาทางเศรษฐกิจ

           

            มีตัวอย่างอีกมากมายที่ทำให้เกิดข้อถกเถียง และเกิดตัวแปรต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจในการรักษา  สำหรับตัวแปรสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

            1. ลักษณะของมะเร็ง เป็นเรื่องของชนิด ความรุนแรง และระยะของโรค ซึ่งต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเป็นข้อมูลให้ตัดสินได้ว่า มะเร็งชนิดใด รักษาได้หรือไม่ได้ ถ้ารักษาได้ควรทำอย่างไร ถ้ารักษาไม่ได้ควรทำอย่างไร และระหว่างรอการตัดสินใจ ควรเริ่มต้นให้การรักษาไป พลางก่อนอย่างไร

            2. ผู้ป่วย ในกรณีที่ผู้ป่วยยังมีสติ และบรรลุนิติภาวะแล้ว ย่อมมีสิทธิอันชอบธรรม ในการรับทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคอะไร รวมทั้งโรคมะเร็งด้วย และมีสิทธิในการเลือกวิธีการรักษาได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การจะให้ผู้ป่วยรับทราบว่าตนเองเป็นมะเร็งนั้น ก็ยังเป็นเรื่องหนักใจของทุกฝ่าย ทางที่ดีแพทย์และผู้เกี่ยวข้องควรแอบประเมินกันก่อนว่า จะใช้วิธีการใด หรือช่วงเวลาใด ที่จะบอกผู้ป่วย หรือจะใช้วิธีการบอกทางอ้อม หรือค่อยๆ ให้ผู้ป่วยเข้าใจได้เอง แต่บางรายก็จะต้องปกปิดอย่างถาวร นับเป็นเรื่องทางจิตวิทยาที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษ เพื่อจัดการให้เหมาะสมกับผู้ป่วย แต่ละรายโดยทั่วไป ผู้ป่วยที่ให้ความร่วมมือดี มักให้ผลในการรักษาที่ดีด้วย

            3. ผู้เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย อาจเป็นบิดามารดา  บุตรหลาน ญาติพี่น้อง ผู้ปกครอง ผู้ดูแล ผู้อุปถัมภ์ ลูกน้อง เจ้านาย ผู้มีอำนาจจ่ายเงิน และระบบประกันต่างๆ  ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ก็เป็นหน้าที่ของแพทย์หรือผู้เกี่ยวข้อง ต้องตัดสินใจแทน ซึ่งบางครั้งตัดสินใจยาก เนื่องจากมีความ เห็นที่แตกต่างและหลากหลายเกินไป  

            4. แพทย์ เป็นผู้ที่ให้การดูแลรักษาโดยตรง มีส่วนสำคัญในการอธิบาย เพื่อลดความวิตกกังวล ลดความกลัว และความสับสน รวมทั้งให้คำแนะนำ เลือกและปรับวิธีการรักษา ตลอดระยะเวลาของความรับผิดชอบ ฉะนั้นแพทย์จึงต้องมีความรู้ความสามารถ มีเมตตา มีวาทะศิลป์ รู้จักประนีประนอม และได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากผู้ป่วยและผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี

           

            สำหรับการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง และการตัดสินใจในการรักษา มีข้อควรพิจารณา ดังนี้

            1. อันดับแรก ควรได้รับการตรวจละเอียด และได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง ตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ถือได้ว่า เป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าและมีเหตุผลที่สุด ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนานาประเทศสามารถใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ในการประกอบการตัดสินใจ และการให้ความร่วมมือ        

            2. เลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อใจมากที่สุด และควรมีแพทย์สำรองไว้ อีก 1-2 คน สำหรับยืนยันความเห็น และศึกษาเปรียบเทียบ หรือขอคำแนะนำเพิ่มเติม เพื่อช่วยเสริมการรักษา

            3. ต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า จะยอมรับการรักษาหรือไม่รักษา เพราะการดูแลผู้ป่วยมะเร็งต้องทำงานแข่งกับเวลา มะเร็งอาจกระจายรวดเร็วมาก จนให้การรักษาไม่ทัน

            4. จัดทำบันทึกประวัติ ถ่ายเก็บสำเนาเอกสารโดยละเอียด เพื่อรวบรวมผลการตรวจ ฟิล์มเอ็กซเรย์ การรักษา และข้อมูลอันเป็นประโยชน์อื่นๆ โดยเรียงลำดับก่อนหลัง เพื่อสะดวกในการติดตามอาการ เพื่อกันลืม เพื่อดูแลตนเอง และสามารถใช้ปรึกษาแพทย์ได้ตลอดเวลา   

            5. เลือกวิธีที่ทำให้หายขาด เช่น การผ่าตัด การบำบัดด้วยรังสี การใช้ยาและเคมีบำบัด ซึ่งควรทำร่วมกับการแพทย์ทางเลือก และการแพทย์เสริมที่เป็นประโยชน์

            6. ถ้ารักษาให้หายขาดไม่ได้ ให้เลือกวิธีการรักษาแบบประคับประคอง หรือพยุงอาการ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อน ลดความเจ็บปวด และอาการไม่สบายต่างๆ  รวมทั้งยืดอายุและทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น          

            7. เลือกสถานพยาบาลและสถานพักฟื้นที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพในการดูแลรักษา ตลอดระยะเวลาของการเจ็บป่วย สะดวกต่อการเดินทาง ทั้งผู้ป่วยและผู้เยี่ยมไข้

            8. ถ้าพักฟื้นที่บ้าน ควรจัดห้องพักให้สะอาดเรียบร้อย สะดวกต่อการเข้าเยี่ยมของแพทย์และผู้เกี่ยวข้อง มีทางเข้าออกกว้างขวาง เพื่อการเคลื่อนย้ายฉุกเฉิน

            9. เลือกผู้ดูแล ซึ่งอาจเป็นบุคคลหรือทีมงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งนับว่าสำคัญไม่น้อยกว่าแพทย์ เพราะต้องให้การดูแลตลอดเวลา จึงควรเลือกผู้มีความรู้ มีประสบการณ์ เข้าใจผู้ป่วย และเข้ากับผู้ป่วยได้ดี สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ ถ้าหากเป็นญาติสนิท หรือบุคคลที่ผู้ป่วยรักและ วางใจ ก็ยิ่งดี ทำให้ผู้ป่วยสบายใจ นอกจากนี้ ผู้ดูแลจะต้องหมั่นสังเกตสิ่งผิดปกติ เพื่อรายงานแพทย์และผู้เกี่ยวข้องให้ทราบได้ทันท่วงที

     

    การติดตามผล

            การติดตามผลการรักษา ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการประเมินการติดตามผลผลการตอบสนองต่อการรักษา ทำให้แพทย์สามารถยืนยันการรักษาเดิม หรือเปลี่ยนแปลงการรักษา และการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างทันการ โดยทั่วไปการตอบสนองต่อการรักษานั้นแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ

            1. หายขาด หมายถึง แพทย์ไม่สามารถตรวจพบมะเร็งได้ และผู้ป่วยก็ไม่มีอาการใดๆ อีก

            2. ดีขึ้น หรือหายบางส่วน หมายถึง ก้อนเนื้องอกเล็กลง อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

            3. ดีขึ้นเล็กน้อย หมายถึง ก้อนเนื้องอกเล็กลง แต่ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง

            4. หนักขึ้น หมายถึง ก้อนเนื้องอกที่ใดที่หนึ่ง โตขึ้นมากกว่าร้อยละ 25 หรือมีก้อนเนื้อ

    งอกเกิดขึ้นที่ใหม่ หรือทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

            5. คงเดิม หมายถึง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

     

    คุณภาพชีวิต

            ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่ มักมีกำลังใจถดถอย อาจสูญเสียความสามารถในการดูแลตนเอง การทำงานและการใช้ชีวิตในสังคม การประเมินคุณภาพชีวิตมีขอบเขตกว้างขวาง บางคนอาจดูเพียงความแข็งแรงของร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ แต่ก็อาจรวมไปถึงอารมณ์ กิจกรรมเพื่อช่วย เหลือตนเอง ปัญหาครอบครัว สังคม อาชีพ ความต้องการส่วนตัว ความต้องการทางเพศ ความหวังในอนาคต ตลอดจนความสุข และความพึงพอใจในการรักษา ซึ่งผู้ป่วยและผู้ทำการประเมินหรือบุคคลภายนอกอาจมีความเห็นไม่ตรงกัน 

            การติดตามผู้ป่วยมะเร็ง นอกจากดูที่การตอบสนองต่อการรักษาแล้ว ก็ควรคำนึงถึงคุณภาพชีวิตในแง่มุมต่างๆ ของผู้ป่วยด้วย แต่เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาผู้ป่วย ก็มักนิยมแบ่งเป็นคะแนนคาร์นอฟสกี

  •           มะเร็งเป็นโรคร้ายแรง การรักษาพยาบาลและการดูแลเป็นงานหนัก จึงต้องมีการตัดสินใจที่ถูกต้อง ทันการ ต้องอาศัยความอดทน ความทุ่มเท และร่วมมือการจากทุกฝ่าย ปฏิบัติการต่างๆ จะต้องตั้งอยู่บนความปลอดภัย และถือประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นสำคัญ 


back

Information

ปิดหน้าต่าง