• การแพทย์ทางเลือก

  • ศตวรรษที่แล้ว มีประชากรโลกป่วยเป็นมะเร็งในอัตรา 1 ต่อ 33 ปัจจุบันกลายเป็น 1 ต่อ 3 และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

            ในระยะ 200 ปีที่ผ่านมา โลกมีความเจริญทางวัตถุมากขึ้น สะสมสารพิษและมลพิษจากสิ่งแวดล้อมไว้มากมาย ทั้งในบ้าน ท้องถนน และที่ทำงาน  ผู้คนมีวิถีชีวิตเร่งรีบ เครียดกับการดำรงชีวิตประจำวัน บริโภคอาหารขยะ และอาหารสำเร็จรูปคุณค่าต่ำ ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ใช้สารเร่งการเจริญเติบโต ใช้ยาปฏิชีวนะและฮอร์โมนสังเคราะห์ในการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ มีสารพิษและเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ในอาหาร มีการฉายรังสี การตัดต่อทางพันธุกรรม คลื่นรังสี แสงแดด แสงไฟ

            สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยง ร่างกายจึงต้องตกอยู่ในความเสี่ยง อวัยวะพร้อมเสื่อมสมรรถภาพ ภูมิคุ้มกันลดลง ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย จนเกิดเป็นมะเร็งขึ้น

            การแพทย์แผนปัจจุบันและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่สามารถลดอัตราการเกิดของมะเร็ง ไม่สามารถลดอัตราการตายของผู้ป่วย ไม่สามารถหยุดการเจ็บป่วยเรื้อรัง การกลับมาเป็นซ้ำ การเกิดภาวะแทรกซ้อนจากตัวมะเร็ง และเกิดจากการรักษาตามวิธีการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นเอง  จึงมี ความพยายามที่จะหาหนทางอื่น ที่แตกต่างออกไปจากการแพทย์ตะวันตก หรือการแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อให้แพทย์และผู้ป่วยมีทางออก หรือทางเลือกมากขึ้น

            การแพทย์ทางเลือก หมายถึงการรักษาโรคหรือความผิดปกติ ด้วยวิธีการที่แตกต่างไปจากวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่เรียกว่าการแพทย์แผนปัจจุบัน หรือการแพทย์ตะวันตก                การแพทย์ทางเลือกส่วนใหญ่ มีกำเนิดจากการแพทย์ตะวันออก โดยเฉพาะประเทศเก่าแก่ อย่างการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย และการแพทย์แผนจีน ซึ่งสืบทอดแนวความคิดทางเมตตาธรรม มิได้มุ่งหวังผลประโยชน์ และใช้ปรัชญาการแพทย์แบบองค์รวม ซึ่งเน้นการรักษาทั้งร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และทุกส่วนที่ประกอบเป็นตัวตน โดยมุ่งกำจัดที่ต้นเหตุมูลฐานของการเจ็บป่วย มากกว่าการรักษาตามอาการของโรค หรือความผิดปกติเฉพาะส่วน เป็นการใช้เทคนิคง่ายๆ  โดยเฉพาะวิถีธรรม ชาติในการรักษาโรค ซึ่งอาศัยประสบการณ์มากกว่าทฤษฎี

            การแพทย์ทางเลือกมักถูกจัดให้เป็นการแพทย์ดั้งเดิม การแพทย์พื้นบ้าน หรือการแพทย์แผนโบราณ จึงดูล้าสมัย แต่ในความเป็นจริงยังคงใช้เป็นวิธีรักษาสืบเนื่องมาจนถึงยุคปัจจุบัน รวมแล้วมากกว่า 170 วิธี สำหรับการใช้เป็นทางเลือกของผู้ป่วยมะเร็งนั้น มีมานานกว่า 50 ปี และเริ่ม เป็นที่ยอมรับกันมากขึ้น ตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา 

            ในปี ค..1992 มีการสำรวจอัตราการเพิ่มของสถานพยาบาลในสหรัฐอเมริกา ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีสถานพยาบาลแผนปัจจุบัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 56 แต่สถานพยาบาลที่ใช้การแพทย์ทางเลือกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 163  และจากการสำรวจผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในโรงพยาบาลนิวยอร์ก พบว่าร้อยละ 30 ผู้ป่วยเคยปรึกษาผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ทางเลือกมาก่อน และมีร้อยละ 25 เคยได้รับการรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกมาแล้ว เช่น การรับประทานกระดูกอ่อนปลาฉลาม เห็ดที่เป็นยา ยาสมุนไพรจีน และการฉีดวิตามินเข้าเส้น เป็นต้น

            ในปี ค..1994 โรงพยาบาล 2 แห่งในลอนดอน ประเทศอังกฤษ สำรวจผู้ป่วยมะเร็ง 415 ราย พบว่า ผู้ป่วยใช้การแพทย์ทางเลือกร้อยละ 16  ผู้ป่วยในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย ใช้ร้อยละ 46  ประเทศเนเธอร์แลนด์ใช้ร้อยละประเทศโปแลนด์ใช้ร้อยละ 25  และประเทศเยอรมนีใช้ร้อยละ 53   

            ในประเทศไทย ส่วนราชการได้เล็งเห็นความสำคัญของการแพทย์ทางเลือก ซึ่งผูกพันกับวิถีชีวิตในสังคมไทยมาแต่โบราณ จึงมีการจัดตั้งกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกขึ้นในกระทรวงสาธารณสุข เมื่อปี พ..2548  นับเป็นโอกาสดีในการช่วยคัดกรองการแพทย์ที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง และโรคที่เป็นปัญหาอื่นๆ              

            ตัวอย่างของการแพทย์ทางเลือก และการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็ง ที่น่าสนใจได้แก่

            การใช้สารต้านอนุมูลอิสระ หรือ แอนติออกซิแดนซ์ ได้แก่วิตามินอี วิตามินซี วิตามินเอ  เบตา-คาโรตีน  สังกะสี ทองแดง แมงกานีสซีเลเนียม โคเอนไซม์คิว-10  แอล-ซีสเตอีน  เอ็น-อะซีติล ซีสเตอีน  กลูตา ไทโอน  แอล-อาร์จินีน และไบโอฟลาโวนอย เป็นต้น เพื่อต้านอนุมูลอิสระ หรือ ฟรีราดิคาล ซึ่งเป็นตัวทำลายเยื่อหุ้มไมโตคอนเดรีย ภายในเซลล์ ทำให้พลังงานของเซลล์ลดลง เซลล์แก่ตัวเร็วขึ้น และมีโอกาสกลายพันธุ์ไปเป็นมะเร็งได้ง่าย และเป็นตัวทำลายยีนกดเนื้องอก ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการเกิดเซลล์มะเร็ง

            อาหาร ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ มักมีภูมิต้านทานดีขึ้น เป็นสองเท่าของผู้ที่รับประทานอาหารเนื้อสัตว์  อาหารผักและผลไม้ที่เป็นตัวสร้างเกราะกั้นระหว่างสารก่อมะเร็งกับเซลล์ของร่างกาย ได้แก่ กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บรอกโคลี คะน้า หัวหอม ต้นหอม ส้ม องุ่น และมะนาว เป็นต้น

            อาหารที่ต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ สารดี-ไลมอนีนในส้ม วิตามินเอ และเบตา-คาโรตีน ในแครอท ฟักทอง เป็นต้น  กะหล่ำปลีช่วยสลายฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นมะเร็งเต้านม และมะเร็งมดลูก  หัวหอม หัวกระเทียม กระตุ้นการสังเคราะห์สารโพสตาแกลนดิน ซึ่งควบคุมการทำ งานของเม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกัน  ถั่วเหลืองช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันดีขึ้น ไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่นกกระทา ทั้งไข่ขาวและไข่แดง เป็นอาหารพื้นฐาน ที่อุดมไปด้วยโปรตีน เกลือแร่ และวิตามิน มีข้อพิสูจน์ใหม่ๆ ทางวิชา การพบว่า ไข่แดงไม่ทำให้ไขมันในเลือดสูงขึ้น จึงไม่ต้องห่วงเรื่องการบริโภคไข่ทุกวัน

            อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงมักเป็นเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิด รวมทั้งนมสัตว์และเครื่องใน อาหารหมักดอง อาหารผสมสี แต่งกลิ่น หรือสารเคมีต่างๆ  อาหารที่ทำให้แพ้ อาหารสำเร็จรูปที่ผ่านขบวนการ อุตสาหกรรมหลายขั้นตอน

            นอกจากนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้กระทะ หม้อ จาน ชาม ช้อน หรือภาชนะบรรจุอาหารและเครื่องดื่ม ที่ทำจากอะลูมิเนียมและพลาสติก ส่วนวัสดุที่ทำจากแก้วใส เซรามิก เครื่องปั้นดินเผา และโลหะสเตนเลสนั้นปลอดภัย เนื่องจากเป็นสารเฉื่อย ไม่ค่อยมีการละลายปนเปื้อนอาหาร

            ไม่ว่าผู้ป่วยจะเปลี่ยนไปรับประทานอาหารเจ อาหารแม็กโครไบโอติก หรืออาหารสูตรพิเศษใดๆ ก็ตาม ที่สำคัญควรเป็นอาหารที่สดใหม่ สะอาด ปลอดเชื้อ และปลอดสารพิษ

            ควรรับประทานอาหารให้ครบหมู่ และควรจะเลือกอาหารที่อร่อย ถูกใจ ย่อยง่าย ไม่ให้อิ่มจนเกินไป อาจเพิ่มยาช่วยย่อยอาหาร ให้การดูดซึมดีขึ้น  ควรรับประทานตรงเวลา ไม่จำเป็นต้องฝืนใจรับประทานอาหารที่ไม่ถูกปาก เพราะอาจทำให้เบื่อหน่าย เกิดความเครียด และไม่มีความสุข 

            ถ้าผู้ป่วยซูบผอม เบื่ออาหาร ก็ควรเสริมอาหารประเภทโปรตีน จำพวกผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองหรือปลา ใช้วิตามินรวมชนิดมีเกลือแร่  ควรตรวจร่างกายและตรวจเลือด เพื่อดูความสมบูรณ์ของเลือดและสารอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยมีภาวะขาดสารอาหาร  ผู้ป่วยบางรายก็ต้องให้อาหารทางสายยาง หรือทางเส้นเลือด

            อนามัยช่องปาก ปากและฟันเป็นปราการด่านแรก ในการรับสารอาหาร และการป้องกันเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ผู้ป่วยที่ไม่มีฟัน ควรขัดถูเหงือกเพื่อเพิ่มความแข็งแรง  ถ้ามีฟันปลอมก็ควรทำความสะอาดให้ดี  ถ้ายังมีฟันก็ต้องรักษาฟันที่เหลืออยู่ให้สะอาดและสมบูรณ์  ควรพบทันตแพทย์ปีละ 1-2 ครั้ง หรือพบทันทีที่มีปัญหา  ถ้ามีวัสดุอุดฟันที่ใช้สารปรอท ก็ควรเปลี่ยนออก เพราะอาจเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง

            การล้างพิษหรือการทำดีท็อกซ์ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ร่างกายมีโอกาสสะสมสารพิษนานาชนิดจากอาหาร น้ำ และอากาศ อยู่ตลอดเวลา  สารพิษบางชนิดก็มีผลโดยตรงต่อการเกิดมะเร็ง ตัวอย่างเช่น จากการตรวจด้านพิษวิทยา ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากบางราย พบว่ามียาฆ่าแมลงพวกอาร์เซนิก คลอเดน และดีดีที อยู่ในเซลล์มะเร็ง

            มีสารพิษหลายชนิด ที่ไม่อาจตรวจพบได้จากเลือด เพราะสารพิษนั้นได้ซึมผ่านเข้าไปอยู่ในเซลล์จนหมดแลัว

    นอกจากนี้ ร่างกายยังได้รับพิษจากขบวนการทำงานภายใน ทำให้สภาพกรดด่างขาดความสมดุล มีการสะสมประจุไอออนบวกและสารพิษเคมีมากขึ้น เป็นอันตรายต่อร่างกาย ตั้งแต่ระดับเซลล์ไปจนถึงเนื้อเยื่อ อวัยวะต่างๆ  และระบบต่างๆ   การล้างพิษโดยการอดอาหาร การจำกัด อาหาร การใช้สูตรอาหารล้างพิษ การสวนล้างจมูก การล้างลำคอ การกวาดลิ้น การอบตัว การอบสมุนไพร การอาบน้ำร้อนสลับน้ำเย็น การแช่น้ำร้อน การแช่น้ำเย็น  การสวนอุจจาระ หรือการใช้ยาระบาย เป็นการล้างพิษที่สามารถขับออกได้ทางลำไส้ ตับ ไต ต่อมน้ำเหลือง และผิวหนัง สิ่งเหล่านี้ ถ้าหากสามารถทำได้โดยไม่เป็นอันตรายแล้ว ก็ไม่มีข้อเสียแต่อย่างใด

           

  •           การสวนล้างลำไส้ใหญ่  เป็นการทำดีท็อกซ์อย่างหนึ่ง แต่เน้นเฉพาะลำไส้ใหญ่ เพราะลำไส้ใหญ่ตั้งแต่ส่วนที่เป็นไส้ติ่งจนถึงทวารหนักนั้น เป็นแหล่งสะสมกากอาหารที่หมักหมม และของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการ  ถ้ามีอาการท้องผูก หรือขับถ่ายอุจจาระไม่หมด สารพิษตกค้างซึ่งเป็นทั้งพิษและสารก่อมะเร็ง ก็จะกลับเข้าสู่กระแสโลหิต แล้วกระจายไปสะสมทำอันตรายต่ออวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย  และที่ผนังลำไส้ใหญ่ ยังมีต่อมน้ำเหลืองขนาดเล็กมากมาย มากกว่าอวัยวะอื่น ลำไส้ใหญ่จึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกัน และยังเป็นแหล่งผลิตฮอร์โมน รวมทั้งสารที่กระตุ้นประสาทให้มีการตื่นตัว

            การสวนล้างลำไส้ใหญ่ทำได้ไม่ยาก ผู้ป่วยสามารถทำได้เองทุกวัน หรือตามเวลาที่ต้องการ อาจใช้เพียงน้ำดื่มอุ่นๆ ครั้งละ 1-2 ลิตร ผ่านเข้าสายสวนทางทวารหนัก หากจะผสมกาแฟหรือสารอื่นในน้ำที่ใช้สวนล้าง ก็ควรทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด  ผู้ป่วยที่มีการขับถ่ายดี ก็ควรให้ถ่าย วันละหลายครั้ง เพื่อให้ลำไส้ได้พักผ่อน ทางเดินอาหารโล่งและสะอาด  หากปฏิบัติได้ตามนี้ การรับประทาน การย่อยอาหาร การดูดซึมอาหาร การขับสารพิษ และการสร้างภูมิต้านทาน ก็จะเป็นไปด้วยดี

            การสร้างสมดุลลำไส้ โดยใช้จุลินทรีย์ชนิดโปรไบโอติก เช่น แลกโตเบซิลลัส จะเป็นการสร้างสมดุลให้แก่เชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ เพื่อช่วยกำจัดสารพิษ ช่วยย่อยอาหาร และเพิ่มภูมิต้านทานในลำไส้

            การปรับสมดุลธรรมชาติ เป็นการเพิ่มความสมบูรณ์ให้แก่ร่างกาย ตามหลักการแพทย์แบบองค์รวม ได้แก่ การปรับสมดุลหยิน-หยางในการแพทย์แผนจีน  การปรับสมดุลธาตุเจ้าเรือนในการแพทย์อายุรเวทของอินเดียและการแพทย์แผนไทย การใช้อาหารสุขภาพเพื่อปรับสมดุล เป็นต้น

            การใช้ยาฆ่าเชื้อ บางครั้งเพื่อให้ร่างกายปลอดเชื้อ ผู้ป่วยอาจต้องใช้ยาถ่ายพยาธิ ยาฆ่าเชื้อรา ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส หรืออาจต้องฉีดวัคซีนบางชนิด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ เพราะเชื้อเหล่านี้เป็นตัวบั่นทอนสุขภาพ เป็นแหล่งของอนุมูลอิสระ และยังเป็นสาเหตุของการติดเชื้อแทรกซ้อนด้วย

            การใช้ฮอร์โมน มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งของต่อมไร้ท่อที่ผลิตฮอร์โมน อาจต้องรักษาโดยใช้ฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ตรงกันข้าม เพื่อช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็ง แต่ไม่ใช่การรักษาหลัก เพราะไม่ได้ทำให้มะเร็งหายขาด

            การรักษาทางจิตใจ เป็นสิ่งช่วยให้ผู้ป่วยคลายความทุกข์กังวล  ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิต มีความสุข และมีภูมิต้านทานดีขึ้น ผู้ป่วยอาจเข้าร่วมพิธีทางศาสนาเป็นครั้งคราว สวดมนต์ ทำสมาธิ ฝึกจิต ปลูกต้นไม้ เล่นดนตรีฟังดนตรี อ่านหนังสือ ดูหนัง ดูละคร ดูคอนเสิร์ต เล่นไพ่ เล่นหมากรุก หมากฮอส เสริมสวย เข้าสปา ช้อปปิ้ง ทำงานอดิเรก ไปเที่ยว หรือกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจอื่นๆ เมื่อสุขภาพจิตดีและร่างกายแข็งแรง ย่อมสามารถเข้าสังคมและทำงานได้ตามปกติ

            เสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย ร่างกายที่แข็งแรงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สุขภาพดี มีกำลัง มีภูมิต้านทานต่อสู้กับโรคมะเร็ง หรือภาวะแทรกซ้อน และความเสื่อมสภาพตามอายุ ทำให้เกิดกำลังใจ และความมั่นใจในการดำเนินชีวิตเป็นปกติ

            การนอนหลับในที่มีอากาศบริสุทธิ์ อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง และเพิ่มการนอนหลังอาหารกลางวันอีก 1-2ชั่วโมง จะทำให้ร่างกายและจิตใจสดชื่น เพราะได้รับการพักผ่อนเต็มที่         การออกกำลังกาย โดยการเดินช้าๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นประจำ ครั้ง ละ 20-30 นาที วันเว้นวัน หรือสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว                      

            การวิดพื้น หรือออกกำลังกายในน้ำ หรือเล่นกีฬาในร่ม กีฬากลางแจ้ง หรือออกกำลังกายอย่างอื่นตามถนัดนั้น ไม่ควรหักโหมจนหมดแรง และไม่ควรเลือกกิจกรรมที่กระแทกกระเทือนจนเกินไป

            การนวดตัวเอง หรือนวดเพื่อสุขภาพ การยกแขนขาบนที่นอน แกว่งแขนขาขณะนั่งเก้าอี้บ่อยๆ  การเล่นโยคะ เต้นรำ รำมวยจีน รำกระบี่กระบอง ฝึกลมปราณ หรือทำงานบ้าน ก็เป็นการออกกำลังที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจแจ่มใส

            การใช้โอโซนบริสุทธิ์ผสมกับเลือดที่ดูดออกมาจากตัวผู้ป่วย  หรือใช้แสงยูวีฉายไปที่ถุงให้เลือด แล้วฉีดกลับเข้าไป  หรือการสูดหายใจด้วยออกซิเจนเข้มข้น หรือการอบตัวด้วยคลื่นแม่เหล็กแรงสูงหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ให้แก่ส่วนประกอบต่างๆ ภายในเลือดและ เซลล์ทั่วร่างกาย ก็ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ร่างกายได้

           

            หลักของการแพทย์ทางเลือกที่นำมารักษาผู้ป่วยมะเร็งนั้น มุ่งหมายที่จะกำจัดพิษสะสมในร่างกาย และทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วยสารอาหารและกรรมวิธีต่างๆ  รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน แต่การนำมาใช้นั้น ควรยึดถือปฏิญญาของฮิปโปรเครติสที่ว่า “อันดับแรก ต้องไม่ทำอันตราย” หมายความว่า ไม่ว่าจะใช้การแพทย์แผนใด ควรแน่ใจว่าวิธีการนั้น ไม่เป็นอันตรายเพิ่มเติมต่อผู้ป่วย

            การแพทย์ทางเลือก อาจทำให้ผู้ป่วยมะเร็งมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันเพียงพอว่าทำให้มะเร็งหายขาด ทางที่ดีผู้ป่วยที่สนใจการแพทย์ทางเลือก ควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งเสียก่อน เพื่อเลือกวิธีการที่เหมาะสม สำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ไม่ควรปฏิเสธความเห็น หรือละทิ้งวิธีการของแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะที่จริงแพทย์ก็ได้นำการแพทย์ทางเลือกบางอย่างมาใช้ร่วมกับการรักษาแบบแผนปัจจุบันแล้ว เช่นการทำดีท็อกซ์ หรือการออกกำลังกาย เป็นต้น เพราะสามารถช่วยเสริมการรักษาให้ได้ผลยิ่งขึ้น บางครั้งจึงเรียก การแพทย์นั้นว่า การแพทย์เสริม

            มีการแพทย์ทางเลือกที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกหลายวิธี แต่ยังไม่สามารถจัดแจงให้เป็นระบบได้ และบางอย่างก็ยังคงเป็นความลึกลับ  ข่าวที่ว่าการรักษาด้วยวิธีแปลกๆ เหล่านั้นได้ผลดี ก็ปรากฏว่าเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย

            ผมมีผู้ป่วยหญิงรายหนึ่งอายุ 64 ปี เป็นมะเร็งของมดลูก กระจายไปยังกระดูกเอวและตับ แพทย์ไม่ได้ให้การรักษา เพราะเห็นว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย  ผู้ป่วยปวดกระดูกมากจนเดินไม่ได้ และใช้เฉพาะยาบรรเทาปวด ชนิดทรามาดอล หรือทรามอล แพทย์และญาติคาดว่าผู้ป่วยคงอยู่ได้ไม่นาน จึงให้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่บ้าน หลังจากผู้ป่วยได้รับเห็ดหลินจือ วิตามินต้านอนุมูลอิสระ และยาต้านการอักเสบ ประกอบกับความเชื่อมั่นของผู้ป่วยในการสู้ชีวิต ตลอดจนความรักและกำลังใจของผู้คนรอบข้างที่มอบให้ผู้ป่วย  ขณะนี้เป็นเวลา 6 ปีแล้ว ผู้ป่วยยังมีชีวิตอยู่ สามารถพูดคุยทางโทรศัพท์กับผมอย่างสนุกสนาน ทุกเดือน

            คงมีผู้ป่วยอีกหลายคน ที่เป็นเช่นผู้ป่วยหญิงรายนี้  การแพทย์ทางเลือกจึงควรได้รับการสนับสนุนให้มีการค้นคว้าและวิจัย เพื่อแสวงหาสิ่งใหม่มาใช้เป็นการแพทย์เสริม สำหรับวงการแพทย์แผนปัจจุบัน

           

                                    ยังมีสิ่งที่ทรงคุณค่าอยู่ในโลกนี้อีกมาก แต่เราไม่รู้


back

Information

ปิดหน้าต่าง