• การกำจัดเซลล์มะเร็งของร่างกาย

  • ร่างกายมีต่อมน้ำเหลือง ตับ ม้าม เลือด และไขกระดูก เป็นอวัยวะที่ช่วยสร้างกลไกธรรมชาติในการกำจัดเซลล์มะเร็ง ต่างทำงานประสานกันอย่างสลับซับซ้อน โดยแบ่งออกเป็นกลไกที่ไม่จำเพาะ และกลไกจำเพาะ

            กลไกที่ไม่จำเพาะ เป็นกลไกที่ร่างกายมีอยู่ดั้งเดิม สร้างขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมก่อนเกิดเซลล์มะเร็ง และเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม ที่ผ่านเข้ามาทางผิวหนังหรือเยื่อบุผิวต่างๆ อันเป็นกำแพงป้องกันด่านแรก กลไกแบบไม่จำเพาะ ที่ใช้กำจัดเซลล์มะเร็งนี้ แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ การใช้เซลล์มาโครฟาจ การใช้เอ็นเคเซลล์ และการใช้สารคอมพลีเมนต์

            มาโครฟาจ เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาว ที่พัฒนามาจากเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์ เมื่อเกิดเซลล์มะเร็งขึ้นในร่างกาย มาโครฟาจจะทำงานร่วมกับแอนติบอดี ในการเก็บกินเซลล์มะเร็ง และสร้างสารไซโตไคน์  ชนิดแรก เป็นสารทีเอ็นเอฟ เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง ชนิดที่สอง เป็นสารแอลฟาอินเตอร์เฟอรอน เพื่อหยุดยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และยังมีสารอีกหลายอย่าง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ในการทำงานของเอ็นเคเซลล์

            เอ็นเคเซลล์ เป็นเซลล์ที่พัฒนามาจากเซลล์เม็ดเลือดขาว ชนิดลิมโฟไซต์ ซึ่งมีขนาดใหญ่ สามารถรับรู้และกำจัดเซลล์มะเร็งได้ทันที ตั้งแต่เซลล์ปกติเริ่มเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็ง จึงมีบทบาทสำคัญในการยับยั้งเซลล์มะเร็งทุกชนิด ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไปจนถึงยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง  การทำลายเซลล์มะเร็ง อาจทำโดยการปล่อยสารทีเอ็นเอฟ เช่นเดียวกับมาโครฟาจ หรือปล่อยสารบางชนิดไปทำลายเยื่อหุ้มของเซลล์มะเร็ง และกระตุ้นขบวนการกำจัดตัวเอง ถ้าร่วมกับสารอินเตอร์เฟอรอน ก็จะช่วยให้การทำงานดีขึ้น 

            คอมพลีเมนต์ เป็นกลุ่มโปรตีนที่ไม่ได้ยับยั้งเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่เป็นตัวช่วยแอนติบอดีและเซลล์อื่นๆ ในการเก็บกิน และกำจัดเซลล์มะเร็ง

            สำหรับกลไกแบบจำเพาะนั้น ถูกสร้างขึ้นภายหลัง เมื่อมีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นแล้ว เนื่องจากร่างกายเรียนรู้ว่า เซลล์มะเร็งเป็นสิ่งที่ต้องกำจัดทิ้ง เพราะบนผิวของเซลล์มะเร็งแต่ละชนิด และสารที่อยู่ภายในเซลล์ รวมทั้งสารที่ผลิตออกมาจากเซลล์มะเร็ง แสดงตัวเป็นสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย ที่เรียกว่า แอนติเจน                                            

            เซลล์มะเร็งแต่ละชนิดจะมีแอนติเจนแตกต่างกัน ภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นก็จะมีหลายชนิด ที่มีความจำเพาะต่อแอนติเจนที่ตรงกันเท่านั้น ภูมิคุ้มกันจำเพาะนี้ทำงานได้ด้วยตัวเอง และช่วยเสริมกลไกธรรมชาติที่ไม่จำเพาะ ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น และยังมีหน่วยความจำที่สามารถต่อต้านมะเร็งชนิดเดียวกัน แต่เกิดภายหลัง ได้อย่างรวดเร็ว

            บางครั้ง เซลล์มะเร็งที่แบ่งตัวหลายครั้ง จะมีฤทธิ์ในการทำลายสูงขึ้น แต่กลับมีความเป็นแอนติเจนต่ำลง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถตรวจพบและทำลายได้  เซลล์มะเร็งบางชนิดก็สามารถสร้างสารคล้ายแอนติเจน แล้วปล่อยออกไปภายนอกเซลล์มะเร็ง เพื่อล่อลวงให้ระบบภูมิคุ้มกัน มุ่งแต่กำจัดแอนติเจนนอกเซลล์มะเร็ง เซลล์มะเร็งจึงรอดพ้นจากการถูกทำลาย ทำให้มะเร็งมีความร้ายแรงมากขึ้น และดื้อต่อการรักษา

           

  •         การสร้างภูมิคุ้มกันในการกำจัดมะเร็งแบบจำเพาะมี 2 วิธี คือ การสร้างสารแอนติบอดี และการใช้ที-เซลล์

            แอนติบอดี เป็นสารประกอบไกลโคโปรตีน สร้างมาจากเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ ชนิดบี-เซลล์ ซึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นเซลล์พลาสมา เมื่อถูกกระตุ้นด้วยแอนติเจนของเซลล์มะเร็ง เมื่อแอนติบอดีจับกับแอนติเจนชนิดเดียวกัน ก็จะเกิดปฏิกิริยา ทำให้ผนังของเซลล์มะเร็งแตก และถูกทำลาย

            ที-เซลล์ พัฒนามาจากเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ จะผลิตสารลิมโฟไคน์ต่างๆ  เพื่อช่วยบี-เซลล์สร้างแอนติบอดี และทำงานร่วมกับเอ็นเคเซลล์ และเซลล์เม็ดเลือดขาวอื่นๆ ในขบวนการจับกิน และทำลายเซลล์มะเร็ง

            เมื่อร่างกายตรวจพบเซลล์มะเร็ง กลไกภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะและไม่จำเพาะ ก็จะทำงานร่วมกัน โดยการใช้เม็ดเลือดขาวชนิดมาโครฟาจ และเม็ดเลือดขาวชนิดเอนเคเซลล์ เก็บกินเซลล์มะเร็ง

            ใช้สารน้ำ และแอนติบอดีจำพวกลิมโฟไคน์ อินเตอร์ลิวคิน อินเตอร์เฟอรอน และสารทีเอ็นเอฟ ที่ผลิตมาจากเม็ดเลือดขาวชนิดบี-เซลล์และเซลล์เม็ดเลือดขาวอื่นๆ เพื่อทำให้เซลล์มะเร็งหยุดการแบ่งตัว และช่วยเหลือเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันอื่นๆ เก็บกินเซลล์มะเร็ง  

            การใช้เม็ดเลือดขาวชนิดไซโตทอกซิกที-เซลล์ ทำลายแอนติเจนบนผิวของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งตาย              

            ในวงการแพทย์แผนปัจจุบัน มีการใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง โดยเลียนแบบขบวนการกำจัดเซลล์มะเร็งของร่างกาย ได้แก่ การนำเม็ดเลือดขาวชนิดแอลเอเคเซลล์ จากเลือดของผู้ป่วยมะเร็ง หรือทีไอแอล เซลล์ ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวที่อยู่รอบเซลล์มะเร็ง มาเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ แล้วฉีดกลับไปให้ผู้ป่วย

            หรือใช้สารกำจัดสิ่งแปลกปลอมทั่วไป จำพวกไซโตไคน์ เช่น อินเตอร์เฟอรอน อินเตอร์ลิวคิน ทีเอ็นเอฟ และโกรทแฟกเตอร์ เป็นต้น ฉีดเข้าสู่ร่างกาย เพื่อช่วยระบบภูมิคุ้มกันธรรมชาติ    ตัวอย่างการใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง ได้แก่ การฉีดบีซีจี ซึ่งผลิตมาจากเชื้อวัณโรค ผ่านเข้าสายสวนปัสสาวะ เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันในการรักษามะเร็งของกระเพาะปัสสาวะ และใช้ฉีดรักษาโรคมะเร็งผิวหนัง ชนิดเมลาโนมา

            มีการฉีดสารอินเตอร์เฟอรอน หรืออินเตอร์ลิวคิน-2 เพื่อกระตุ้นภูมิต้านทานในผู้ป่วยมะเร็งไต

            การใช้โมโนโคลนอล แอนติบอดี ฉีดเข้าเส้นเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ให้กับผู้ป่วยมะเร็งทั่วไป และผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ

            เมื่อเดือนสิงหาคม 2549 นักวิจัยมหาวิทยาลัยอิลินอยด์ สหรัฐอเมริกา เผยแพร่ข่าวความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง โดยการทำให้เซลล์มะเร็งกำจัดตัวเอง เลียนแบบเซลล์ปกติ  กล่าวคือเซลล์ทุกชนิด ทั้งเซลล์ปกติและเซลล์มะเร็งนั้น จะมีโปรตีนที่มีชื่อว่าโปรคาสเปส 3  เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น โปรคาสเปส 3 จะเปลี่ยนเป็นโปรตีนคาสเปส 3 แล้วส่งสัญญาณให้เซลล์กำจัดตัวเอง   

  •         คณะนักวิจัยได้ศึกษาสารสังเคราะห์มากกว่า 20,000 ชนิด พบว่าสารที่มีชื่อว่าโมเลกุลพีเอซี 1 สามารถกระตุ้นให้เซลล์กำจัดตัวเองได้ แต่เซลล์มะเร็งตอบสนองมากกว่าเซลล์ปกติถึง 2,000 เท่า โดยเฉพาะเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ มะเร็งผิวหนัง และมะเร็งเม็ดเลือดขาว มีโปรคาสเปส 3 อยู่มาก ก็จะมีโอกาสกำจัดตัวเองได้มาก ส่วนเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เป็นปกติ มีโปรคาสเปส 3 น้อย จึงไม่ค่อยมีผลจากโมเลกุลพีเอซี 1 ที่ได้รับเข้าไป

            การกำจัดเซลล์มะเร็งของร่างกาย เป็นกลไกธรรมชาติเพื่อความอยู่รอดของชีวิตอย่างหนึ่ง  การส่งเสริมสุขภาพร่างกายให้มีความแข็งแรง สมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา จึงเป็นสิ่งสำคัญพื้นฐานที่จะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันอย่างดี สำหรับต่อสู้กับมะเร็ง รวมทั้งสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ที่จะมาทำอันตรายร่างกาย


back

Information

ปิดหน้าต่าง