• การตรวจและการวินิจฉัย

  • มะเร็ง เป็นโรคที่พบได้กับผู้ป่วยทุกเพศ ทุกวัย แม้แต่ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ก็ยังอาจเป็นมะเร็งได้ และมีมะเร็งหลายชนิดที่กว่าจะปรากฏอาการ ก็อาจใช้เวลาหลายปี หรือตรวจพบเมื่อมะเร็งเข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้ว

            การตรวจพบแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็ง หรือพบมะเร็งในระยะเริ่มแรก จึงมีประโยชน์สำหรับการป้องกัน และให้การรักษาได้ทันท่วงที การสังเกตสิ่งผิดปกติด้วยตนเอง ตามลักษณะอาการของผู้ป่วยมะเร็ง ที่กล่าวถึงในบทก่อน เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด ในการตรวจพบมะเร็ง

            อย่างไรก็ตาม สมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา และสถาบันมะเร็งส่วนใหญ่ แนะนำให้บุคคลทั่วไปเข้ารับการตรวจคัดกรอง เพื่อหามะเร็งในร่างกายเป็นระยะ โดยให้หญิงและชายอายุ 20-40 ปี ตรวจมะเร็งทุก 3 ปี ถ้ามีอายุ 40 ปีขึ้นไป ให้ตรวจปีละครั้ง และเพื่อความสะดวกควรตรวจมะเร็งพร้อมกับการตรวจสุขภาพประจำปี

            สำหรับมะเร็งที่พบบ่อย และควรรับการตรวจเป็นพิเศษ อย่างสม่ำเสมอ ได้แก่

            มะเร็งเต้านม หญิงอายุ 20-39 ปี ให้ตรวจโดยคลำด้วยตนเอง ทุกเดือน และตรวจโดยแพทย์ทุก 3 ปี ถ้าอายุเกิน 40 ปี ควรตรวจเพิ่มเติม ด้วยด้วยคลื่นเสียงอัลตราซาวน์ หรือแมมโม

    แกรม ปีละครั้ง

            ลำไส้ใหญ่ และ ลำไส้ตรง เริ่มตรวจเมื่ออายุได้ 50 ปี โดยตรวจอุจจาระเป็นประจำทุกปีเพื่อหาเลือดที่ออกมา และให้แพทย์ตรวจทางทวารหนัก รวมทั้งเอ็กซเรย์ด้วยการฉีดสารทึบแสงเข้าทางทวารหนัก ทุก 5-10 ปี ตรวจส่องกล้องทางทวารหนักถึงส่วนในของไส้ตรง ทุก 5 ปี และตรวจ ส่องกล้องถึงลำไส้ใหญ่ ทุก 10 ปี ถ้ามีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ แพทย์อาจทำการตรวจเร็วขึ้น

            ต่อมลูกหมาก ในผู้ชายอายุเกิน 50 ปี ให้ตรวจเลือด หาระดับของเอนไซม์พีเอสเอ และตรวจทางทวารหนัก  สำหรับผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ให้เริ่มตรวจเมื่ออายุได้ 35 ปี

            มดลูก หญิงที่อายุมากกว่า 18 ปี หรือหญิงที่แต่งงานแล้ว ให้ทำการตรวจภายในโดยแพทย์ และย้อมดูเซลล์มะเร็งปากมดลูกเป็นประจำทุกปี ถ้าตรวจติดต่อกัน 3 ครั้ง ไม่พบเซลล์มะเร็ง ก็ให้ตรวจห่างออกไป และเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน ก็ควรให้แพทย์ขูดมดลูก เพื่อหาเซลล์มะเร็งในมดลูก หากสงสัยว่ามีมะเร็งหรือก้อนเนื้องอกของมดลูกและรังไข่ อาจทำการตรวจเพิ่มด้วยอัลตราซาวน์ หรือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์

           

  •         การตรวจสุขภาพประจำปี โดยการตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ อุจจาระ เอ็กซเรย์ทรวงอก ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการตรวจเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่มีอาการผิดปกติ หรือมีโรคประจำตัว ก็สามารถทำได้ทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 30 ปี เพราะอวัยวะต่างๆ เริ่มเสื่อมสภาพ และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ  รวมทั้งโรคมะเร็งด้วย

            ส่วนผู้ที่มีประวัติบิดามารดา ญาติพี่น้องป่วยเป็นมะเร็ง ควรให้ความสำคัญในการสำรวจปัจจัยเสี่ยงต่างๆ  รวมทั้งสิ่งแวดล้อมในบ้าน สถานศึกษา สถานที่ทำงาน อาหารการกิน การประกอบอาชีพ การดำเนินชีวิต อาการผิดปกติที่พบในผู้ป่วยมะเร็ง และควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม เพื่อความละเอียดในการตรวจหามะเร็งที่ซ่อนเร้นอยู่ ได้แก่

            ตัวบ่งชี้ของมะเร็ง เป็นการตรวจเลือดหรือของเหลว เพื่อหาค่าโปรตีนหรือสารอื่นที่เกิดจากมะเร็งชนิดต่างๆ  ตัวบ่งชี้ที่ใช้บ่อย ได้แก่ ค่าเอเอฟพี สำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับ  ค่าซีอีเอ สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งลำไส้ตรง มะเร็งปอด  ค่าซีเอ 19-9 สำหรับมะเร็งตับอ่อน  ค่าซีเอ 15-3 สำหรับมะเร็งเต้านม  ค่าซีเอ 125 สำหรับมะเร็งรังไข่  ค่าพีเอสเอ สำหรับมะเร็งต่อมลูกหมาก  ค่าเบตา-เอชซีจี สำหรับมะเร็งอัณฑะ  ค่าแคลซิโตนินและไทโรโกลบูลิน สำหรับมะเร็งต่อมไทรอยด์  ค่าเอ็นเอสอี สำหรับมะเร็งปอด มะเร็งระบบประสาท  ค่าไมโครโกลบูลิน สำหรับมะเร็งไขกระดูก เป็นต้น

  •         การตรวจเนื้อเยื่อ โดยการตรวจเลือด และของเหลวพวกเสมหะ น้ำในช่องปอด น้ำในช่องท้อง น้ำไขสันหลัง การขูดตรวจเซลล์ผิวหนัง เยื่อบุหลอดลม เยื่อบุกระเพาะอาหาร เยื่อบุช่องคลอด เยื่อบุปากมดลูก รวมทั้งการตรวจดูลักษณะของเซลล์มะเร็งจากเนื้อเยื่อ ที่ได้มาด้วยวิธีต่างๆ

            การใช้เข็มเจาะ ดูดของเหลว หรือใช้เข็มเจาะดูดตัวอย่างชิ้นเนื้อเยื่อ จากก้อนที่สงสัยว่าเป็นมะเร็ง

            การผ่าตัด เลาะก้อนเนื้อออกไปบางส่วน หรือเลาะก้อนออกไปทั้งหมด เพื่อนำไปตรวจชิ้นเนื้อ   

            รังสีวินิจฉัย เป็นการถ่ายภาพ และบันทึกภาพบนแผ่นฟิล์ม อาจทำร่วมกับการแพทย์

    อายุรกรรมนิวเคลียร์ ปัจจุบันมีเทคนิคพิเศษมากกว่า 25 ชนิด ที่ใช้บ่อยได้แก่ เอ็กซเรย์ธรรมดา เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ ภาพสะท้อนคลื่นแม่เหล็ก ภาพโปสิตรอน คลื่นอัลตราซาวน์ ภาพรังสีกระดูก เป็นต้น 

            การส่องกล้อง เพื่อดูอวัยวะภายในที่เป็นท่อ เช่น หลอดอาหาร หลอดลม ลำไส้ ช่องท้อง เป็นต้น

            สำหรับความร้ายกาจ หรือความรุนแรงของเซลล์มะเร็ง สามารถตรวจขยายเซลล์ได้จากกล้องจุลทรรศน์ เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของเซลล์มะเร็งไปจากเซลล์ปกติ โดยกำหนดเป็นเกรดต่างๆ  ตั้งแต่

            เกรด 1  มีเซลล์เปลี่ยนแปลงไปน้อยกว่า ร้อยละ 25

            เกรด 2 เปลี่ยนแปลง ร้อยละ 25-50

            เกรด 3 เปลี่ยนแปลง ร้อยละ 50-75

            เกรด 4 มีความรุนแรงมากที่สุด โดยเปลี่ยนแปลงมากกว่าร้อยละ 75 

            หรืออาจแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ความรุนแรงน้อย ความรุนแรงปานกลาง และ ความรุนแรงมาก

            นอกจากนี้องค์การอนามัยโลกและสถาบันมะเร็งต่างๆ ได้จัดระบบ เพื่อประเมินหรือวัดความรุนแรงของมะเร็ง ที่นิยมใช้กันมากเป็นระบบ ทีเอ็นเอ็ม โดย ที หมายถึง ขนาดของก้อนเนื้องอก เอ็น หมายถึง ลักษณะการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง และ เอ็ม หมายถึง การกระจายไปยัง อวัยวะที่ไกลออกไป

            ระยะต่างๆ ของมะเร็งตามระบบนี้ มีดังนี้

            ระยะที่ 0 เป็นระยะแรกสุด ที่พบว่าเซลล์ปกติ เริ่มกลายพันธุ์เป็นมะเร็งอย่างอ่อน

            ระยะที่ 1 เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งยังโตอยู่กับที่

            ระยะที่ 2 เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง

            ระยะที่ 3 เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง และต่อมน้ำเหลืองที่ไกลออกไป

            ระยะที่ 4 เป็นระยะสุดท้าย ที่เซลล์มะเร็งกระจายไปยังอวัยวะอื่น

  •         สำหรับมะเร็งที่มีความรุนแรงและมีอัตราการตายสูง มักเป็นมะเร็งที่กระจายไปยังตับและอวัยวะหลายแห่งมะเร็งที่พบที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณไหปลาร้า มะเร็งชนิดเซลล์อะดรีโนคาร์ซิโนมา และพบว่าเพศชายมีอันตรายมากกว่าเพศหญิง        

            จุดประสงค์หลักในการตรวจละเอียดประเภทต่างๆ  ก็เพื่อใช้เป็นข้อมูล และหลักฐานหลายอย่างประกอบกัน เพื่อประเมินหรือให้การวินิจฉัยขั้นต้น ว่าผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งจริง และต้องการทราบตำแหน่งของอวัยวะ ขนาด ขอบเขตการลุกลาม ชนิดของเซลล์ ระดับความรุนแรง การกระจายไปยังอวัยวะอื่น และภาวะแทรกซ้อนต่างๆ  ทั้งนี้เพื่อให้แพทย์สามารถจัดการรักษาได้อย่างถูกต้อง


back

Information

ปิดหน้าต่าง