• เซลล์มะเร็ง

  • เซลล์ปกติของมนุษย์แต่ละเซลล์ ในช่วงที่มีการแบ่งตัวนั้น เส้นใยโครมาตินจะเปลี่ยนไปเป็นโครโมโซม รวม 23 คู่ ซึ่งมียีนอยู่ราว 30,000 ยีน ในจำนวนนี้มีไม่ถึง 100 ยีน ที่ทำหน้าที่เป็นตัวส่งข่าวให้เซลล์ควบคุมการเจริญเติบโต และควบคุมการแบ่งเซลล์

            บางครั้ง มีการเปลี่ยนแปลงของยีนจากความผิดปกติภายในเซลล์ หรือสิ่งแวดล้อมภายนอก ทำให้ยีนมีการส่งข่าวผิดพลาด และเกิดการแบ่งเซลล์เพิ่มขึ้น จนเกินความต้องการ กลายเป็นก้อนที่เรียกว่าเนื้องอก ถ้ามีรูปร่างและคุณสมบัติเหมือนเซลล์แม่ หรือเซลล์ต้นกำเนิด แต่เติบโตช้า มีการรวมตัวเป็นก้อนชัดเจน  มีแคปซูลหรือเยื่อหุ้มโดยรอบ และแยกจากเนื้อเยื่อข้างเคียงได้ง่าย ก็เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง ได้แก่ กระ ไฝ ก้อนไขมันใต้ผิวหนัง ติ่งเนื้อตามผิวหนัง ถุงน้ำ หรือซิสต์ชนิดธรรมดา ซึ่งไม่มีอันตรายต่อร่างกาย นอกจากจะเป็นก้อนโต จนไปกดทับหรือเบียดอวัยวะ สำคัญต่างๆ

            การเกิดเซลล์มะเร็ง เป็นผลจากยีนปกติเปลี่ยนเป็นยีนก่อมะเร็ง กล่าวคือ ยีนปกติที่เรียกว่า โปรโต-ออนโคยีน ซึ่งควบคุมการแบ่งตัว และพัฒนาการของเซลล์ปกติ ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นยีนก่อมะเร็ง ที่เรียกว่าออนโคยีน ซึ่งมีหลายชนิด ทำหน้าที่ร่วมกัน เพื่อให้เซลล์มะเร็งมีชีวิตอยู่ต่อไป และมียีนอีกชุดหนึ่ง ที่เรียกว่ายีนทีเอสจี หรือทูเมอร์ซัพเพรสเซอร์ยีน หรือแอนติ-ออนโคยีน เช่น ยีนพี-53 และอื่นๆ ทำหน้าที่กดไม่ให้ออนโคยีนทำงาน

            ถ้าโครโมโซม ยีน โมเลกุลดีเอ็นเอ หรือสารที่เกี่ยวข้อง มีความผิดปกติ และได้รับการกระตุ้นจากสารก่อมะเร็งหรือปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ก็จะเป็นการเปิดสวิตช์ให้ออนโคยีนทำงาน กลายเป็นออนโคยีนที่ถูกกระตุ้น

    ขั้นแรก เซลล์ปกติจะเริ่มรับรู้การเปลี่ยนแปลง ขั้นต่อไปก็เริ่มผ่าเหล่า หรือกลายพันธุ์  เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายครั้ง จนในที่สุดอาจมีเซลล์ผ่าเหล่าเพียงเซลล์เดียวเท่านั้น ที่กลายเป็นเซลล์มะเร็ง

            ถ้าหากเซลล์มะเร็งแข็งแรงพอ และรอดพ้นจากการถูกกำจัดด้วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ออนโคยีนจะส่งข่าวให้เซลล์มะเร็งตัวแรก เริ่มสร้างโปรตีน เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตและการแบ่งตัว โดยมีออนโคยีนชนิดที่สอง ช่วยยับยั้งขบวนการกำจัดตัวเอง ทำให้จำนวนเซลล์มะเร็งเพิ่มมากขึ้น จนควบคุมไม่ได้ กลายเป็นก้อนเนื้องอกชนิดร้ายแรง ที่เรียกสั้นๆ ว่าเนื้อร้าย หรือมะเร็ง

            โดยทั่วไป เซลล์ที่กลายเป็นมะเร็ง ก็มีโครงสร้างและส่วนประกอบภายในคล้ายกับเซลล์ปกติ แต่จะมีรูปร่างของนิวเคลียสและเซลล์แตกต่างกันหลายรูปแบบ อาจมีตัวเล็กลง ตัวใหญ่ขึ้น หรือมีลักษณะบิดเบี้ยวไม่สมประกอบ การเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ และมีคุณสมบัติในการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว

  •         อัตราความเร็วในการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งนั้น สามารถวัดได้เป็นระยะเวลาในการเติบโตเป็นสองเท่า เช่นการเติบโตจากก้อนขนาดเล็ก มีเส้นผ่าศูนย์กลางจาก 1 .ไปเป็น 2 .หรือจาก 2 .ไปเป็น 4 .ก้อนที่มีอัตราการเติบโตเป็นสองเท่าเร็วที่สุดใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ และช้าที่สุดอาจนาน 2-6 เดือน ก้อนมะเร็งขนาดเล็ก เพียงหัวเข็มหมุด ซึ่งมีเซลล์มะเร็งอยู่ประมาณ 1 ล้านเซลล์ อาจแบ่งตัวเป็นสองเท่า ซ้ำกัน จำนวน 20 ครั้ง โดยใช้เวลานานถึง 5 ปี ดังนั้น การที่เราตรวจพบมะเร็งก้อนเล็กๆ จึงอาจหมายถึง เราป่วยเป็นมะเร็งมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว 

    เซลล์มะเร็ง มีอยู่ประมาณ 200 ชนิด ตามชนิดของเซลล์ปกติที่มีอยู่ในร่างกาย  การเรียกชื่อมะเร็ง หรือกลุ่มของมะเร็ง จึงแบ่งไปตามแหล่งต้นกำเนิดของเซลล์ปกติ ถ้าเป็นกลุ่มมะเร็งที่เรียกว่า คาร์ซิโนมา จะมีต้นกำเนิดมาจากเนื้อเยื่อบุผิว ได้แก่ เยื่อบุผิวหนัง เยื่อบุอวัยวะภายใน หรือเยื่อบุภายในท่อ มะเร็งของเยื่อบุภายในท่อมักเกิดในอวัยวะที่ผลิตของเหลวต่างๆ เช่น เนื้อเยื่อปอดผลิตน้ำเมือก เนื้อเยื่อเต้านมผลิตน้ำนม เนื้อเยื่อตับอ่อนผลิตน้ำย่อย เป็นต้น                                                        

    กลุ่มมะเร็งอีกชนิดหนึ่ง เรียกโดยรวมว่า ซาร์โคมา เกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน พวกกล้ามเนื้อ กระดูก เอ็น เส้นประสาท หรือเส้นเลือด ซึ่งมีแทรกอยู่ทุกอวัยวะ อย่างมะเร็งของตับอ่อน ถ้าเกิดกับเซลล์เยื่อบุผิว ก็เป็นคาร์ซิโนมา ถ้าเกิดกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ก็เป็นมะเร็งตับอ่อนชนิดซาร์โคมา กลุ่มมะเร็งที่มีชื่อเรียกพิเศษออกไป อาจเป็น ลิมโฟมา” ก็หมายถึงมะเร็งของต่อมน้ำเหลือง ถ้าเป็น ลิวคีเมีย ก็หมายถึงมะเร็งของเม็ดเลือดขาว และชนิด ไมยีโลมา ก็เป็นมะเร็งของเม็ดเลือดขาวพวกพลาสมา เซลล์ในไขกระดูก

  •         มะเร็งพวกคาร์ซิโนมา และซาร์โคมา จะเติบโตเป็นก้อนที่ใหญ่ขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีการสร้างผนังหุ้ม ไว้จำกัดขอบเขตในการขยายตัว และยังมีออนโคยีนอีกชนิดหนึ่ง คอยกระตุ้นให้มีการสร้างเส้นเลือดเพิ่มขึ้น เพื่อใช้หล่อเลี้ยงตัวเอง

            แต่ถ้าก้อนมะเร็งโตเร็วเกินไป บางส่วนก็จะขาดเลือดและออกซิเจน ทำให้ตายไปเอง ส่วนเซลล์มะเร็งที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็อาจมีการกลายพันธุ์ เกิดเป็นเซลล์แปลกใหม่ต่อไปได้อีก

            คุณสมบัติของเซลล์ปกติ คือหยุดแบ่งตัวทันที ถ้าหากผนังเซลล์มาสัมผัสใกล้ชิดกัน แต่เซลล์มะเร็งไม่มีคุณสมบัติเช่นนั้น เซลล์มะเร็งจึงเติบโตและแบ่งตัว สร้างแขนขา หรือกลายเป็นราก ลุกลามไปเบียดเบียน ทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อข้างเคียง

            นอกจากนี้ เซลล์มะเร็งไม่เกาะตัวยึดติดกัน และยังสร้างเอนไซม์ ไปย่อยสลายโปรตีนที่อยู่นอกเซลล์มะเร็งอีกด้วย ทำให้เซลล์มะเร็งลุกลามได้ง่าย และน้ำย่อยที่สร้างขึ้นนี้ ยังเจาะทะลุเส้นเลือดและทางเดินน้ำเหลือง ทำให้เซลล์มะเร็งสามารถแพร่กระจาย ไปเติบโตเป็นก้อนมะเร็งใน อวัยวะอื่นๆ ที่ไกลออกไป


back

Information

ปิดหน้าต่าง