• เห็ดหลินจือแดง

  • เห็ดหลินจือทั่วโลกมีอยู่อย่างน้อย 113 สายพันธุ์ ถ้าแบ่งตามสีก็มี 6 สี คือ เขียว เหลือง ม่วง ขาว ดำ และแดง  เห็ดหลินจือที่นิยมใช้เป็นยา คือเห็ดหลินจือแดง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า กาโน เดอร์มา ลูซิดัม ในจีนอาจเรียกว่า ชื่อจือ หรือ คันจือ ส่วนในญี่ปุ่นมักเรียกว่า เรอิชิ หรือ เรชิ และอาจเรียกว่า มันเนนตาเกะ ซึ่งแปลว่า เห็ดหมื่นปี                

    เห็ดหลินจือแดงที่ขึ้นในป่า ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้เป็นยา เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้เก็บเกี่ยวในช่วงที่มีตัวยาสมบูรณ์ และมักสกปรก อาจมีสารพิษ และเชื้อโรคปนเปื้อนได้ง่าย เห็ดหลินจือที่นำมาใช้จึงได้มาจากการเพาะเลี้ยงเป็นหลัก

            การเพาะเลี้ยงมีทั้งแบบง่ายและแบบยาก แบบที่ทำได้ง่ายนั้นส่วนใหญ่ใช้ถุงพลาสติกบรรจุวัตถุดิบผสม สำหรับเป็นอาหารเลี้ยงส่าเห็ด เมื่อเติบโตขึ้น ก็จะมองเห็นเป็นเส้นใยสีขาว  ส่วนการเพาะเลี้ยงที่ทำได้ยาก เป็นการเลี้ยงเห็ดให้เติบโตบนขอนไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้โอ๊ก แล้วฝังกลบด้วย ดินภูเขาไฟ ซึ่งให้สารออกฤทธิ์หรือตัวยาที่ดีกว่า

  •           เห็ดหลินจือที่มีคุณภาพดีนั้นขึ้นกับหลายปัจจัย เป็นต้นว่า การควบคุมพันธุกรรมของเชื้อไม่ให้เกิดการกลายพันธุ์ ความสมบูรณ์ของสารอาหาร ขอนไม้ที่ใช้เพาะเลี้ยง การจัดโรงปลูกในรูปของเรือนกระจก ที่ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ความชื้นสัมพัทธ์ แสงสว่าง  รวมทั้งแหล่งเพาะเลี้ยงที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลอย่างน้อย 500 เมตร  ตลอดจนสภาพบรรยากาศทั่วไป ที่ไม่มีฝุ่นละออง เชื้อโรค และสารพิษต่างๆ

            เมื่อส่าเห็ดเติบโตมากขึ้น ก็จะเริ่มขึ้นรูปเป็นตุ่ม และแผ่ออกเป็นดอกเห็ด ถ้าเป็นเห็ดที่เพาะด้วยถุงพลาสติก ก็จะขึ้นเป็นดอกที่ไม่มีก้าน หรือมีก้านสั้นมาก  ส่วนเห็ดที่เพาะด้วยขอนไม้จะมีก้านขึ้นเป็นแท่ง สูง 3-19 .ดอกเห็ดอ่อนจะเป็นสีขาว แล้วกลายเป็นสีเหลือง เมื่อแก่ก็จะกลายเป็นสีน้ำตาลแดง มีลักษณะแข็ง รูปร่างแบนคล้ายพัดหรือเมล็ดถั่ว มีก้านสีน้ำตาลไหม้ เมื่อถูกแสงจะเป็นเงาวาวเหมือนทาแล็กเกอร์

  •          ดอกเห็ดที่โตเต็มที่ มีขนาดกว้างที่สุดตั้งแต่ 7.5 .จนถึง 1 เมตร และมีความหนา 0.5-2.0 .ด้านใต้ของดอกเห็ดมีสีเหลือง มีรูเล็กๆ เป็นทางออกของสปอร์ ซึ่งเป็นรูปกลมรี มีขนาดยาวที่สุดเพียง 8.5-11.5 ไมครอน (1 ไมครอน = 1 ต่อ 1,000,000 เมตรสปอร์มีสีน้ำตาล เหมือนฝุ่นผง เบา เกาะติดอยู่บนดอก หรือตกอยู่บนพื้น และสามารถปลิวไปเจริญเติบโตในที่ไกลๆ ได้  

  •  ถ้านำเห็ดหลินจือไปอบแห้ง ให้เหลือความชื้น 9-10 % แล้วนำไปวิเคราะห์สัดส่วนของสารอาหาร จะได้ผลดังนี้

            เถ้าถ่าน                              1-5  %

            โปรตีน                               6-12 %

            ไขมัน                                 2-6  %

            แป้งหรือคาร์โบไฮเดรต              20-30 %

            น้ำตาล                               1-5 % 

            เส้นใย                                50-65 %

            สารประกอบอื่นๆ                    7-10 %

            พลังงาน                             122-222 แคลอรี

  • เห็ดหลินจือแดง มีกรดอะมิโนที่มีความจำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน ทั้งไอโซลิวซีน ลิวซีน ไลซีน เมไทโอนีน ฟินิลอะลานีน ทรีโอนีน ทริปโตฟาน และวาลีน รวมทั้งฮีสติดีน ซึ่งเป็นตัวสำคัญสำหรับเด็ก ก็พบได้ในเห็ดหลินจือ

            วิตามินที่แยกได้ในเห็ดหลินจือแดง ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2  บี 6  ดีโคลีน ไนอาซีน และอินโนซิทอล เป็นต้น

            เกลือแร่ที่พบในเห็ดหลินจือแดงมีหลายชนิด แตกต่างกันไปตามแหล่งกำเนิด ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม โปแตสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี ทองแดง เหล็ก นิเกิล โคบอลต์ โครเมียม โมลิบดีนัม ลิเทียม เยอร์มาเนียม สตรอนเตียม ติตาเนียม โบรอน เป็นต้น แต่โดยรวมก็มี ปริมาณอยู่ในระดับที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย          

            การตรวจสอบความเป็นพิษในหนูทดลอง เมื่อใช้สารสกัดด้วยน้ำ ในอัตราส่วน 5 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1กิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าที่ใช้ในคนหลายเท่า เป็นเวลาติดต่อกัน 30 วัน ก็ไม่พบความผิดปกติ

  •           เมื่อติดตามผลการใช้ติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือน ในบุคคลทั่วไปและผู้ป่วย ไม่พบความผิดปกติเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของเลือด การทำงานของตับ การทำงานของไต และไม่พบการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟ ฟ้าหัวใจ อาจมีบางราย ที่เกิดอาการผื่นคัน ท้องเสีย คอแห้ง แต่มักเป็นชั่ว คราว และหายได้เอง แต่ก็มีบางรายที่มีอาการแพ้ ทำให้เกิดผื่นคันมาก และมีอาการหอบหืด ทำให้ไม่สามารถใช้เห็ดหลินจือได้ หรืออาจต้องใช้ควบคู่ไปกับยาแก้แพ้ และยาขยายหลอดลม

            ส่วนผลการวิเคราะห์สารประกอบของเห็ดหลินจือแดง ที่มีต่อผู้ป่วยมะเร็ง พบว่าประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 อย่าง ได้แก่

            1. กลุ่มพอลิแซกคาไรด์ เป็นตัวกำจัดมะเร็งทางอ้อม โดยการเสริมระบบภูมิคุ้มกันธรรมชาติของร่างกายในการกำจัดเซลล์มะเร็ง พบมากในส่วนที่เป็นสปอร์

            2. กลุ่มสารไตรเตอร์พีนอยด์ เป็นตัวกำจัดเซลล์มะเร็ง โดยการขัดขวางขบวนการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งเติบโตไม่ได้ และตายไป พบมากในสารสกัดจากส่วนดอกของเห็ด

            3. สารออร์กานิกเยอร์มาเนียม เป็นตัวกำจัดมะเร็ง โดยวิธีปรับประจุไฟฟ้าในร่างกาย  พบได้ทั้งส่วนที่เป็นดอกเห็ดและสปอร์

         

  •         4. สารซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเตส เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งไม่ได้มีคุณสมบัติเฉพาะในการต่อต้านมะเร็งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นตัวที่ช่วยต่อต้านสารพิษและชะลอความแก่ ซึ่งสามารถพบได้มากในเห็ดหลินจือ ในส่วนที่เป็นดอกเห็ด

            ในบทต่อไป จะกล่าวถึงสารในกลุ่มของพอลิแซกคาไรด์ สารไตรเตอร์พินอยด์ และสารออร์กานิกเยอร์มาเนียม ส่วนสารซูเปอร์ออกไซด์ดิส มิวเตส ไม่ได้กล่าวในรายละเอียด เพราะสามารถพบได้ในเห็ดรา และพืชชนิดอื่นๆ ไดยทั่วไป


back

Information

ปิดหน้าต่าง